สวัสดีเจ้าค่ะขอแนะนำตัวเลยนะเจ้าคะเราชื่อ อาฮะราชิ ไอ
จะเรียกว่าไอซัง หรือฮิซังก็ได้นะเจ้าคะ แต่ถ้าเรียกไอเฉยๆโกรธนะเจ้าคะ
วันนี้ไอซังก็เอาตัวอัษรภาษญี่ปุ่นมาให้ศึกษากันดู
เดี๋ยวคราวหน้าจะเอาบทสนทนาง่ายๆมาฝากกันนะคะ
^^
รู้กันรึเปล่าเอ่ยว่าภาษาญี่ปุ่นการใช้ตัวพยัญชนะในการเขียนถึง
3 แบบ
1.
ฮิรางานะ
2.
คาตางานะ
3.
คันจิ(ยากแบบสุดๆเลยเจ้าค่ะ
T^T)
อักษรฮิรางานะ
เป็นตัวอักษรสำหรับใช้ในการเขียนทั่วๆไปร่วมกับตัวคันจิมีพยัญชนะหลักทั้งหมด 46 ตัว
ตามรูปข้างล่างนั่นเลยเจ้าค่ะ ^^




นอกจากนี้ยังมีอักษรอีก 25 ตัวที่ใส่เครื่องหมาย
ที่เรียกว่า
เท็นๆ(ชื่อน่ารักใช่ม้า~) กับ
ที่เรียกกันว่ามารุ
จะทำให้เสียงเปลี่ยนไป สังเกตว่าจะใช้ได้กับอักษรไม่กี่ตัวนะคะ
จำง่ายๆ ว่า
เท็นๆ
ใช้กับแถว คะ/สะ (เสียง s)/ทะ/ฮะ เสียงจะกลายเป็น ง/ส (เสียง z)
/ด/บ ตามลำดับค่ะ
มารุ
(ไม่ใช่ มารุดาชิ ที่แปลว่าโป๊นะเจ้าคะ กรุณาอย่าเพิ่งคิดไปใกล -
-;)
ใช้กับแถว ฮะ เสียงจะกลายเป็น ป ค่ะ ดูรูปข้างล่างแล้วออกเสียงตามดูนะ
ยังมีอีกนะเจ้าคะจะบอกให้ วะฮะฮ่า ที่เหลือก็คือ
อักษรผสม 33
ตัว
คล้ายๆตัวอักษรควบกล้ำของไทยนั่นแหละเน้อ
อันนี้ก็เหมือนกัน ผสมกับเสียงแค่ 7
ตัวอักษรเท่านั้นค่ะ คือ คิ/ชิ/จิ/นิ/ฮิ/มิ/ริ
ลองออกเสียงดูจะได้ชินกับภาษานะเจ้าคะ

แค่อักษรแบบแรกแบบเดียวมึนกันรึยังล่ะคะเนี่ย
ฮ่าๆๆๆ
ไม่ต้องรีบหรอกนะคะ
เพราะถ้ายิ่งรีบจะยิ่งจำไม่ได้
ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องขยันฝึกอ่านขยันฝึกเขียน
ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็ได้เองแหละนะเจ้าคะ
แต่ถ้าลองดูเคล็ดไม่ลับน่ะมันก็มีอยู่นะ
ก็คือเราต้องจำตัวขึ้นต้นดูก่อนแล้วจะช่วยให้ท่องได้สะดวก
ตามแบบรูปข่างล่างนี่น่ะค่ะ

อะ คะ สะ ทะ นะ ฮะ ยะ มะ ระ วะ
หรือหาแบบเฉพาะของเราไว้จำเอง เช่น
ตัว た อ่านว่า ta สังเกตุว่ามันค่อนข้างมีส่วนเหมือนกันอยู่
ทริคแบบนี้ก็สามารถช่วยให้เราจะได้ง่ายขึ้นเช่นกันเจ้าค่ะ
^^
คาตาคานะ
คาตางานะกับฮิรางานะ มีจำนวนตัวอักษรเท่ากันเลย
แต่มันดันเขียนไม่เหมือนกันเนี่ยสิ
ทำเอาเราต้องมานั่นจะกันอีกเยอะเลย เฮ้อ~
พยัญชนะหลัก 46 ตัว

อักษรเพิ่มเติมอีก 25 ตัว
อักษรผสม 33 ตัว

มีคนถามมาว่า ทำไมมีฮิรางานะแล้ว ยังต้องมีคาตาคานะอีก
ก็คือแบบว่า คาตาคานะ ญี่ปุ่นเค้าไม่ได้ใช้กันเป็นหลัก
แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นคำที่มาจากภาษาต่างประเทศเท่านั้นเองน่ะเจ้าค่ะ
อ๊ะๆๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ต้องท่องนะเจ้าคะ
อย่ามาโมเมนะจ๊ะเอิงเอย - - ++
เพราะคาตางานะนั้นก็มีความสำคัญพอๆกับฮิรางานะเลยทีเดียว
อักษรคันจิ KANJI
คันจิเนี่ยไอซังจนปัญญาจะหามาให้ดูกันเลยทีเดียวเพราะมันมีเป็นพันตัว
ไม่สามารถนำมาให้ดูได้หมดน่ะนะคะ แถมคันจิยังออกเสียงได้หลายเสียง
หนึ่งตัว สามารถมีได้มากกว่าหนึงความหมายอีกต่างหากยิ่งปวดหัวเข้าไปใหญ่
งานนี้นับว่าเป็นนรกของคนที่ต้องการเรียนภาษญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว
ต่างจากตัวฮิรางานะกับคาตาคานะที่เขียนง่ายๆและมีเพียงไม่กี่ขีด
ตัวคันจิของญี่ปุ่นั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนเช่นเดียวกันกับเกาหลี
ประวัติอักษรคันจิ
คันจินั้นได้ถูกนำมาใช้ใน ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ประมาณ
คริสตศตวรรษที่ 3
หรือประมาณ สมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นั่นเองซึ่งเป็นเหตุให้อักษรคันจิ
มีความหมายว่า "อักษรของชาวฮั่น"
(ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว อักษรคันจิ
ถูกประดิษฐ์ขึ้นก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นก็ตาม) ในยุคนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ปรากฎภาษาเขียน
มีแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้น การนำอักษรคันจิมาใช้จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาภาษาเขียนขึ้นได้
นอกจากนั้นยังทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความหลากหลายมากขึ้น
เปรียบเทียบได้กับที่
ภาษาอังกฤษยืมภาษาลาตินมาใช้ หรือ ภาษาไทย ยืมภาษาสันกฤตมาใช้ไง
จำนวนอักษรคันจิ
เมื่อ ปี 1972 สมาคมมาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น
(Japan Industrial Standard)
ได้ประมวลอักษรคันจิที่ควรรู้ไว้กว่า 6,000 ตัว ซึ่งถือเป็นความรู้ระดับสูง
ส่วนคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆนั้น นับได้ประมาณ 3,000
ตัว
ต่อมา ในปี 1982 กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น
ได้กำหนดชุดของอักษรคันจิที่เรียกว่า
อักษรคันจิที่ใช้ประจำ (Permanent Use Kanji "โจโยคันจิ")?ไว้มีจำนวน 1,954?ตัวค่ะ
โห...สรุปว่า เค้ามีอักษรคันจิกันถึง 1,954?ตัวเชียวนะ ป้าเอมเองก็ยังจำได้ไม่หมดหรอกค่ะ
ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มันก็ไม่เข้าไปในหัวซักที ถ้าอยากเก่งคันจินะคะ
ก็แนะนำให้ไปอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่ป้าเอมเนี่ย ได้ตัวจีนมาจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น
ก็เลยอ่านหนังสือพิมพ์จีนพอรู้เรื่องนะ แบบว่า พอเดาๆได้ว่าเค้าเขียนเรื่องอะไร
เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย
อักษรคันจิเนี่ย เค้าก็เขียนด้วยตัวจีนใช่มะ
ส่วนเสียงอ่านก็จะออกเสียง
ด้วยเสียงของ ตัวฮิรางานะกับคาตาคานะค่ะ
และวันนี้ก็ขอจบบทเรียนเอาไว้เท่านี้แหละเจ้าค่ะ
คาดว่าหลายๆคนคงน้ำลายแทบฟูมปากไปกับตัวฮิรางานะแล้ว
พอได้เลื่อนลงมาดูคาตางานะก็แทบช๊อคเลยสินะนั่น
แต่สุดท้ายถึงคันจิบางคนถึงกับถอดใจเลยก็มี
อย่าเพิ่งเจ้าค่ะ
อย่าเพิ่ง มันไม่ยากอย่างที่คิดหรอกค่ะ
ถ้ามีความตั้งใจอะไรๆก็ทำได้เองแหละค่ะ
อย่าท้อนะ สู้ๆๆๆ
สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณเครดิตที่เป็นแหล่งข้อมูลให้ไอซังคนนี้ค่ะ
Credit : http://www.trendypda.com/modules/newbb/viewforum.php?forum=10
edit @ 13 Nov 2009 21:03:47 by AI_Zang